รู้จักสายตาแมลงเพื่อการจัดการศัตรูพืชที่แม่นยำ
การควบคุมแมลงศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในชีววิทยาพื้นฐาน โดยเฉพาะ หลักการ“การมองเห็น” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในพฤติกรรมการหาอาหาร การผสมพันธุ์ การนำทาง การเลือกพืชอาศัย และการหลบเลี่ยงศัตรูธรรมชาติของแมลง อวัยวะสำคัญคือ “ตาประกอบ (Compound eye)” ซึ่งประกอบด้วยยูนิตเล็ก ๆ เรียกว่า โอแมทิเดีย (Ommatidia) แต่ละยูนิตมีเซลล์รับแสง (Photoreceptor) ที่ตอบสนองต่อสีแตกต่างกัน ยกเว้นแมลงบางกลุ่ม เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ที่มีระบบการมองเห็นซับซ้อนยิ่งขึ้นและสามารถรับรู้สีได้หลากหลาย บทความนี้จะนำเสนอหลักการทางชีววิทยาของการมองเห็นสีของแมลง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถปรับใช้วัสดุการเกษตรหรือเทคโนโลยีต่างๆ ในการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีกลและชีววิธีได้ เพื่อให้สามารถเข้าใจข้อจำกัดสำคัญในการมองเห็นของแมลงศัตรูพืช มีดังนี้
1. แมลงศัตรูพืชส่วนใหญ่ไม่สามารถตรวจจับแสงอัลตร้าไวโอเลต (UV) หรือแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่า 300 นาโนเมตร เนื่องจากสารไคติน (chitin) ในโครงสร้างร่างกายและเลนส์ตา
2. แมลงศัตรูพืชส่วนใหญ่ไม่สามารถรับรู้แสงในช่วงความยาวคลื่นยาวกว่า 600 นาโนเมตรและมีความไวต่อสีแดงต่ำหรือมองไม่เห็นเลย แตกต่างจากมนุษย์ที่มีความไวสูงต่อสีแดง
3. แมลงศัตรูพืชกลางคืนส่วนใหญ่ไวต่อแสงสีน้ำเงินถึงม่วง ที่ช่วงคลื่นประมาณ 430–480 นาโนเมตร ความไวต่อแสงในช่วงดังกล่าวทำให้แมลงมักบินเข้าหาแหล่งกำเนิดแสงในเวลากลางคืน
หากเรานำมาเปรียบเทียบกับการมองเห็นของมนุษย์แล้ว มนุษย์มีตาแบบตาเดี่ยวที่ใช้เลนส์รวมแสงไปยังจอประสาทตา ทำให้สามารถมองเห็นภาพที่มีความละเอียดสูง แยกรายละเอียดและสีได้ดี ขณะที่แมลงมีตาประกอบซึ่งประกอบด้วยหน่วยย่อยจำนวนมากแต่ละหน่วยรับแสงจากรอบทิศทาง ส่งผลให้ภาพที่รับรู้มีลักษณะเป็นภาพโมเสก ความละเอียดต่ำกว่า แต่มีมุมมองกว้างและมีความสามารถในการตรวจจับการเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก จึงทำให้แมลงสามารถมองเห็นสีเฉพาะเจาะจงได้มากกว่า หากประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับการมองเห็นสีของแมลง ให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช และหากเข้าใจว่าแมลงแต่ละชนิดตอบสนองต่อสีใด เราสามารถออกแบบวิธีป้องกันที่เฉพาะเจาะจงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้ เช่น สีของวัสดุตาข่าย กับดักกาวเหนียวสีต่างๆและกับดักแสงล่อแมลงคลื่นแสงเฉพาะ หรือแม้กระทั่งสีของตาข่ายและพลาสติกโรงเรือน เป็นต้น ทั้งนี้อาจต้องคัดเลือกสีของวัสดุร่วมด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและไม่เกิดผลเสียต่อพืชในการคัดเลือกช่วงแสง
จากงานวิจัยพบว่าตาข่ายสีแดงขนาด 32 ตา (ช่องตา 0.8 มม.) สามารถลดการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในการปลูกต้นหอมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดการผ่านเข้าของแมลงได้ 8–14 เท่า เมื่อเทียบกับตาข่ายสีขาว นอกจากนี้ ยังพบว่าความเสียหายบนใบและความเสียหายโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยจำนวนเพลี้ยไฟลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10 เมื่อเปรียบเทียบกับตาข่ายสีขาวแบบเดิมประกอบกับการระบาดของไวรัสที่มีเพลี้ยไฟเป็นพาหะนำโรคมีอัตราลดลงหรือไม่พบเลยในแปลง รวมทั้งสามารถลดการใช้สารเคมีได้ 25–50% จากการเพาะปลูกเดิม (Tokumaru, S. et al., 2024)
ปัจจุบัน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการวิจัยประยุกต์ใช้องค์ความรู้เดิมสู่การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ นำมาต่อยอด ออกแบบ ศึกษา วิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงผ่านการใช้ตาข่ายสีแดงในการควบคุมปริมาณแมลงศัตรูพืชเข้าทำลายในโรงเรือนบนพื้นที่สูง ผลการทดลองใช้ตาข่ายสีแดงขนาด 32 ตา ในการปลูกพริกหวานภายในโรงเรือนขนาด 30 x 30 เมตร เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ตาข่ายสีขาวภายใต้สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน พบว่ามีความแตกต่างของจำนวนเพลี้ยไฟอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตดีขึ้น โดยน้ำหนักต่อผลและสัดส่วนผลผลิตเกรดที่ดีมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.75 เมื่อเทียบกับระบบเดิม ในด้านต้นทุนนั้น แม้ว่าวัสดุตาข่ายสีแดงจะมีต้นทุนเริ่มต้นสูงขึ้นประมาณร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบกับตาข่ายสีขาวแบบเดิม แต่มีอายุการใช้งานยาวนานและทนทานต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่สูง จึงสามารถกระจายต้นทุนในระยะยาวได้อย่างคุ้มค่า เมื่อพิจารณาร่วมกับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพที่ดีขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวจึงมีความคุ้มค่าเชิงการลงทุนและสนับสนุนการยกระดับรายได้ของเกษตรกร (จุฑาธิปและคณะ, 2568)
ดังนั้น การประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อป้องกันและควบคุมแมลงศัตรูพืชจึงมีบทบาทสำคัญในการลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การนำไปใช้ควรบูรณาการร่วมกับระบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) โดยมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวม นอกจากนี้ การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมควรมุ่งเน้นการสร้างระบบเกษตรที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในบริบทของโลกยุคปัจจุบัน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้การจัดการศัตรูพืชในยุคเกษตรสมัยใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
อ้างอิงต่างประเทศ
Briscoe, A. D., & Chittka, L. (2001). The evolution of color vision in insects. Annual Review of Entomology, 46, 471–510.
Biss, L. (n.d.). Compound eyes of an insect [Photomicrograph]. Microsculpture Project.
Schnaitmann, C. et al. (2020). Color vision in insects: insights from Drosophila and other insects. Current Opinion in Neurobiology.
Song, B. M. & Juusola, M. (2018). Toward a mechanistic understanding of color vision in insects. Frontiers in Neural Circuits.
Tokumaru, S. et al. (2024). Red-colored nets contribute to sustainable agriculture by affecting visual behaviour of thrips. Scientific Reports.
Guru, P. N. et al. (2025). Use of light traps for management of insect pests infesting stored products. Crop Protection.
Samuel, T. Yash S. et al. (2023). Why flying insects gather at artificial light. Ecology and Evolution.
อ้างอิงในประเทศ
กองพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร. (2564). การใช้ตาข่ายพลาสติกสีในการป้องกันแมลงศัตรูพืช. เอกสารวิชาการเผยแพร่ กรมวิชาการเกษตร.
ธรรมรัตน์ ชูศรี และคณะ. (2565). ประสิทธิภาพของตาข่ายพลาสติกสีในการป้องกันเพลี้ยอ่อนและไวท์ฟลายในพริกหวาน. วารสารเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 38(3), 55–63.
ภัทรานิษฐ์ ทองมงคล. (2563). การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแสงสีต่างๆ ในการดักจับแมลงศัตรูพืชในโรงเรือนพริกหวาน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร.
วิบูลย์ จงรัตนเมธีกุล. (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์). บทที่ 8 การตรวจวัดประชากรศัตรูพืช. เอกสารประกอบการเรียน ภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สถาบันวิจัยเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ. (2566). แนวทางการจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธีและนวัตกรรมทางกายภาพในพืชผักโรงเรือน. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
จุฑาธิป สิโรรส และคณะ. (2568). โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับการปลูกเมลอนและพริกหวานบนพื้นที่สูงด้วยเกษตรแม่นยำ. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน). 80-85.
อลงกรณ์ วีระพันธ์. (2552). การศึกษาการดักจับแมลงที่เป็นอาหารด้วยกับดักแสงไฟที่มีแสงสีต่างกันในหมู่บ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน (สารนิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.




