องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน - HKM

จุลินทรีย์กับบทบาทในการคุมโรคใบจุดตากบในผักตระกูลสลัด

การผลิตผักตระกูลสลัดบนพื้นที่สูงภายใต้ภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงในปัจจุบันได้เผชิญกับปัญหาโรคพืชตลอดทั้งปี โดยเฉพาะโรคทางใบ เช่น โรคใบจุดตากบ (Cercospora leaf spot) ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพและผลผลิต การพึ่งพาสารเคมีในการควบคุมโรค แม้จะได้ผลรวดเร็ว แต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของระบบนิเวศน์ การใช้แนวทางการควบคุมโรคโดยชีววิธี หรือการใช้ “จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช” (Microbial Control)  จึงเป็นแนวทางที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ร่วมกันของเชื้อรา Trichoderma และแบคทีเรีย Bacillus spp. ในการควบคุมโรคพืชที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค อย่างไรก็ตามการใช้จุลินทรีย์ทั้งสองชนิดร่วมกันนั้นอาจส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เพียงชนิดเดียว เนื่องจากเกิดการเสริมฤทธิ์ (synergistic effect) ที่ช่วยควบคุมโรคพืชได้หลายกลไกพร้อมกัน

กลไกการทำงานที่สำคัญ

1) การยับยั้งเชื้อสาเหตุโรคโดยตรง

บทบาทของ Trichoderma spp. เด่นด้าน “ทำลายเชื้อราโดยตรง

กลไกสำคัญการเป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อราก่อโรค (Mycoparasitism) โดยเส้นใยของ Trichoderma จะพันรัดรอบเส้นใยของเชื้อก่อโรค จากนั้นเจาะทะลุผนังเซลล์ของเชื้อราและสร้างเอนไซม์ย่อยสลายผนังเซลล์ chitinase ย่อย chitin, β-1,3-glucanase ย่อย glucan  และprotease ย่อย โปรตีนโครงสร้างของจุลินทรีย์ก่อโรค ทำให้ผนังเซลล์ของ Cercospora spp. แตกสลายโดยตรง

บทบาทของ Bacillus spp. สามารถผลิตสารต้านเชื้อราในกลุ่ม lipopeptides เช่น iturin, surfactin และ fengycin ที่เป็นสารยับยั้งเชื้อก่อโรค และยังมีคุณสมบัติทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อรา ทำให้เส้นใย (hyphae) เสียหายและหยุดการเจริญ ส่งผลให้การงอกของสปอร์และการลุกลามของโรคลดลงอย่างชัดเจน

2) การแข่งขันและยึดครองพื้นที่

Trichoderma spp. และ Bacillus spp. สามารถเจริญได้ดีบริเวณรากและผิวใบ (rhizosphere และ phyllosphere) ทำให้แย่งพื้นที่และอาหารจากเชื้อก่อโรคลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายพืชตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

3) การกระตุ้นภูมิคุ้มกันพืช (Induced resistance)

จุลินทรีย์ทั้งสองชนิดสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืช ได้แก่

- กระตุ้นการตอบสนองพื้นฐานเมื่อพืชพบจุลินทรีย์ (Pattern-Triggered Immunity:PTI)
เป็นกลไกภูมิคุ้มกันด่านแรกของพืชที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยพืชจะส่งสัญญาณเตือนผ่านโปรตีนภายในเซลล์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารต้านทานเสริมความแข็งแรงของผนังเซลล์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ก่อโรค

- กระตุ้นการต้านทานโรคแบบเหนี่ยวนำทั้งระบบ (Induced Systemic Resistance:ISR)
การกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งต้น จุลินทรีย์จะปล่อยสารกระตุ้นให้พืชสร้างฮอร์โมน โดยพืชจะสร้างเกราะป้องกันทางกายภาพและเคมี เช่น หลั่งฮอร์โมน สร้างโปรตีนต้านทานและสารประกอบต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือกับเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืชที่จะเข้ามาทำลาย

4) การเสริมฤทธิ์กันของจุลินทรีย์ (Synergistic effect)

การใช้ Trichoderma spp. ร่วมกับ Bacillus spp. จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค เนื่องจากมีกลไกที่แตกต่างและเสริมกัน เช่น

Trichoderma spp. ช่วยย่อยสลายทำลายโครงสร้างของผนังเซลล์ และเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อรา

Bacillus spp. สร้างสารต้านจุลชีพและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ส่งผลให้ลดความรุนแรงของโรค และปรับสมดุลจุลินทรีย์ในดิน (microbiome) ได้อย่างประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้จุลินทรีย์ชนิดเดี่ยว

แนวทางการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การใช้จุลินทรีย์ตั้งแต่ระยะเริ่มปลูก เช่น การคลุกเมล็ด ราดลงดิน หรือผสมในวัสดุเพาะกล้า และใช้จุลินทรีย์ผสมผสานร่วมกันเพื่อให้เกิดการเสริมฤทธิ์สูงสุด พร้อมทั้งรักษาความชื้นในดินให้เหมาะสม ใช้จุลินทรีย์อย่างสม่ำเสมอ (ทุกๆ 7-10 วัน) ตลอดอายุการปลูก เพื่อสร้างสมดุลจุลินทรีย์ภายในแปลง และควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์หรือมีฤทธิ์รุนแรง เพื่อไม่ให้กระทบต่อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์

เขียนและเรียบเรียงโดย ศุภคม คล้ายโตนด และ ธีรนาฎ ศักดิ์ปรีชากุล