องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน - HKM

นายสาธิต ไพศาลพนา

เกษตรกรผู้นำ: ด้านเศรษฐกิจ
โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง: ผีปานเหนือ
หมู่บ้าน: ผีปานเหนือ

เปลี่ยนไร่หมุนเวียน สู่สวนอะโวคาโดชีววิถีการทำเกษตรลดการเผา เพื่อสิ่งแวดล้อมและรายได้ที่ยั่งยืน

1. จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

เดิมทำข้าวไร่หมุนเวียนบนพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ซึ่งเป็นวิถีการทำเกษตรที่สืบต่อกันมา แต่การทำไร่หมุนเวียนต้องมีการเตรียมพื้นที่ใหม่อยู่เป็นระยะ และอาจเกี่ยวข้องกับการถางและเผา ส่งผลต่อปัญหาหมอกควันและสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ตั้งแต่ปี 2562 ได้รับคำแนะนำจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) ให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้พื้นที่ โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวไร่ลงให้เหมาะสมกับการบริโภคของครัวเรือน และนำพื้นที่ส่วนใหญ่เข้าสู่การปลูกไม้ยืนต้น โดยเลือก อะโวคาโด เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชนิดพืช แต่เป็นการปรับวิถีการทำเกษตรจากการใช้พื้นที่หมุนเวียน มาสู่การทำเกษตรที่มีไม้ยืนต้นอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดความจำเป็นในการถางและเผาพื้นที่ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระยะยาว

2. เปลี่ยนพื้นที่อย่างไรให้มีทั้ง “กิน” และ “ขาย”
หัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยน คือการไม่ได้ยกเลิกการปลูกข้าวทั้งหมด แต่เลือก “ลดพื้นที่ข้าวไร่ให้พอดีกับการกิน” แล้วใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกอะโวคาโดเพื่อสร้างรายได้ จึงเกิดการจัดการพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน คือ

  • ข้าวไร่ → ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหาร
  • อะโวคาโด → ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้
  • ไม้ยืนต้น → ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดการรบกวนพื้นที่จากการทำไร่หมุนเวียน
  • สารชีวภัณฑ์ → ใช้ดูแลและป้องกันโรคแมลงแทนสารเคมี ช่วยลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3. จากการพึ่งพาสารเคมี สู่การพึ่งพาตนเอง
อีกหนึ่งจุดเด่นของสวนอะโวคาโดแห่งนี้ คือการเลือกทำเกษตรแบบชีววิถี โดยไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร แต่หันมาใช้สารชีวภัณฑ์ในการดูแลและป้องกันโรคและแมลง แนวทางดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิต และทำให้เกษตรกรสามารถดูแลแปลงได้ด้วยวิธีที่เหมาะสมกับพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีต่อผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้ผลผลิตมีความปลอดภัยมากขึ้น

4. รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเปลี่ยน
อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นที่ต้องใช้เวลาในการดูแล โดยเกษตรกรต้องรอประมาณ 4–5 ปีจึงเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ แม้จะต้องใช้ความอดทนในช่วงแรก แต่เมื่อเริ่มให้ผลผลิตแล้ว สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายประมาณ 9,000–20,000 บาทต่อปี รายได้ดังกล่าวถือเป็นรายได้เสริมที่ช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนให้กับครัวเรือน ขณะเดียวกันเกษตรกรยังมีข้าวไร่ที่ปลูกไว้สำหรับบริโภคเอง จึงช่วยลดการซื้ออาหารจากภายนอกและสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กันไป

5. เปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับเปลี่ยน

ประเด็น

ก่อนปรับเปลี่ยน

หลังปรับเปลี่ยน

รูปแบบการทำเกษตร

ทำข้าวไร่หมุนเวียนประมาณ 6 ไร่

ลดพื้นที่ข้าวไร่ และปลูกอะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจ

การใช้พื้นที่

ต้องมีการหมุนเวียนพื้นที่เพื่อปลูกข้าว

มีไม้ยืนต้นอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การเตรียมพื้นที่

มีการถางพื้นที่และอาจมีการเผา

ลดการถางและเผา โดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลัก

รายได้

พึ่งพารายได้จากข้าวไร่เป็นหลัก

มีรายได้เสริมจากอะโวคาโดประมาณ 9,000–20,000 บาท/ปี

อาหารในครัวเรือน

ปลูกข้าวเพื่อบริโภค

ยังคงปลูกข้าวไว้กินเอง

การดูแลพืช

-

เน้นใช้สารชีวภัณฑ์แทนสารเคมี

ต้นทุน

มีต้นทุนในการจัดการพื้นที่

ลดต้นทุนบางส่วนจากการใช้สารชีวภัณฑ์และลดการพึ่งพาสารเคมี

สิ่งแวดล้อม

มีความเสี่ยงต่อการเกิดควันจากการเตรียมพื้นที่

ลดการเผา เพิ่มพื้นที่ไม้ยืนต้นและพื้นที่สีเขียว

ความมั่นคง

พึ่งพาพืชชนิดเดียวเป็นหลัก

มีทั้งอาหารสำหรับบริโภคและพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้

6. สิ่งที่ได้จากการเปลี่ยนแปลง
บทเรียนสำคัญของเกษตรกรรายนี้ คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถทำควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง การลดพื้นที่ข้าวไร่ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งความมั่นคงทางอาหาร แต่เป็นการจัดสรรพื้นที่ใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของครัวเรือน ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปรับมาเป็นไม้ยืนต้นและพืชเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ในระยะยาว แม้ในช่วงแรกจะต้องใช้เวลาและความอดทนกว่าที่อะโวคาโดจะให้ผลผลิต แต่เมื่อสวนเริ่มให้ผลผลิตแล้ว เกษตรกรมีรายได้เสริม ขณะเดียวกันพื้นที่ยังคงมีไม้ยืนต้นและไม่จำเป็นต้องถางหรือเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ใหม่เช่นเดิม

จัดทำโดย
โครงการสร้างเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและผู้นำเกษตรกรเพื่อพัฒนาพื้นที่สูง
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
เนื้อหาและรูปภาพนี้เผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยได้รับความยินยอมตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)