นายงี่สุข มุเซอร์ ผีปานเหนือ
เกษตรกรผู้นำ: ด้านเศรษฐกิจ
โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง: ผีปานเหนือ
หมู่บ้าน: กองดา
จากข้าวไร่ข้าวนา สู่เกษตรผสมผสาน
1. ความเป็นมา
เดิมทำการเกษตรโดยปลูกข้าวไร่และข้าวนาเป็นหลัก เป็นอาชีพที่ทำต่อเนื่องตามวิถีชีวิตของครอบครัว โดยผลผลิตส่วนหนึ่งเก็บไว้กินเอง และมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเพียงเล็กน้อย รายได้จากการทำเกษตรอยู่ที่ประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อปี ทำให้มีรายได้ไม่มากและต้องอาศัยการพึ่งพาผลผลิตจากพื้นที่เป็นหลัก
เมื่อเวลาผ่านไป จึงเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเกษตร โดยนำพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นเข้ามาปลูกเพิ่มเติม ได้แก่ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย และกาแฟ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและสร้างโอกาสในการมีรายได้เสริม ขณะเดียวกันยังคงปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน เพราะมองว่าการมีข้าวกินเองเป็นสิ่งสำคัญและช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

2. จุดเปลี่ยนจากการปลูกข้าวสู่เกษตรผสมผสาน
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการเลิกปลูกข้าวทั้งหมด แต่เป็นการค่อย ๆ ปรับพื้นที่เดิมให้มีพืชหลายชนิดมากขึ้น จากเดิมที่มีรายได้และผลผลิตจากข้าวเป็นหลัก จึงเพิ่มกาแฟ อะโวคาโด และแมคคาเดเมียเข้ามาเป็นพืชเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะกาแฟที่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อปี แม้จะเป็นรายได้ไม่มาก แต่ถือเป็นเงินที่ช่วยให้ครัวเรือนมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น ขณะที่อะโวคาโดและแมคคาเดเมียเป็นพืชที่มองถึงผลผลิตและรายได้ในระยะต่อไป
3. การทำเกษตรที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
แม้จะอยู่ในวัยสูงอายุ แต่ยังคงทำงานและดูแลสวนด้วยตนเอง โดยเลือกใช้วิธีการที่ไม่ซับซ้อนและเหมาะสมกับพื้นที่ เน้นการใช้ ปุ๋ยคอก ในการดูแลพืช และลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการดูแลดินและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทำให้สามารถทำเกษตรได้อย่างเรียบง่ายและต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง

4. รายได้ก่อนและหลังการปรับเปลี่ยน
|
ก่อนปรับเปลี่ยน |
หลังปรับเปลี่ยน |
|
ปลูกข้าวไร่และข้าวนาเป็นหลัก |
มีการปลูกอะโวคาโด แมคคาเดเมีย และกาแฟเพิ่มขึ้น |
|
ผลผลิตส่วนหนึ่งใช้บริโภคในครัวเรือน |
มีรายได้จากการขายกาแฟประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อปี |
|
รายได้จากการทำเกษตรค่อนข้างจำกัด |
ยังคงปลูกข้าวไว้บริโภคเอง |
|
พึ่งพาผลผลิตจากข้าวเป็นหลัก |
มีพืชหลายชนิดช่วยกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ |
|
|
ใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี |
“รายได้ที่เพิ่มขึ้น” แต่เป็นการสร้างความมั่นคงในหลายด้าน ทั้งรายได้ การลดรายจ่าย ความมั่นคงทางอาหาร และการดูแลทรัพยากรในพื้นที่

5. สิ่งที่ได้จากการปรับเปลี่ยน
แม้อายุจะมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถปรับตัวและเรียนรู้วิธีการทำเกษตรรูปแบบใหม่ได้ การเพิ่มพืชเศรษฐกิจเข้ามาในพื้นที่เดิม ทำให้เกิดช่องทางสร้างรายได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งวิถีเดิมทั้งหมด การปลูกข้าวไว้กินเองช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่วนการปลูกกาแฟ อะโวคาโด และแมคคาเดเมียช่วยเพิ่มโอกาสด้านรายได้ เป็นการจัดการพื้นที่ให้ตอบโจทย์ทั้ง “กิน” และ “ขาย” ไปพร้อมกัน
6. บทเรียนสำคัญ
“ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ เพิ่มสิ่งใหม่ให้เหมาะกับชีวิตและพื้นที่ของเรา”
การทำเกษตรที่ดีไม่จำเป็นต้องเน้นรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างความสมดุลระหว่างรายได้ อาหารที่มีไว้กินเอง ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการดูแลพื้นที่ของตนเอง การปรับจากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวมาสู่การปลูกพืชหลากหลาย จึงเป็นตัวอย่างของการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยใช้สิ่งที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

จัดทำโดย
โครงการสร้างเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและผู้นำเกษตรกรเพื่อพัฒนาพื้นที่สูง
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
เนื้อหาและรูปภาพนี้เผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยได้รับความยินยอมตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)




