เปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “แปลงจริง” : บทเรียนจากวาวี
การพัฒนาเกษตรกรในอดีตมักอาศัยการถ่ายทอดความรู้ผ่านการอบรม การบรรยาย หรือการศึกษาดูงานเป็นหลัก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความรู้เชิงทฤษฎีได้เป็นอย่างดี แต่ในพื้นที่สูงอย่างบ้านดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ที่มีบริบทด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และวิถีการผลิตที่เฉพาะตัว ความรู้จากห้องด้วยการอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี นักวิจัยและนักพัฒนาจึงร่วมกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง โดยบูรณาการแนวคิด โรงเรียนเกษตรกร (Farmer Field School: FFS) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติ (FAO) และกรมส่งเสริมการเกษตร มาเป็นแกนหลัก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by doing) แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันปรับปรุงวิธีการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่
บทความนี้จึงสรุปบทเรียนสำคัญจากการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการวิจัย ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรที่เกิดผลจริงในระดับพื้นที่
วงจรการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน: จากผู้รับสู่ผู้ร่วมสร้างความรู้
กระบวนการเรียนรู้ไม่ได้เป็นขั้นตอนตายตัว แต่เป็นวงจรที่หมุนต่อเนื่อง ทำให้ความรู้สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในแปลงจริงประกอบด้วย
1. เข้าใจบริบท: สำรวจประสบการณ์เดิม สภาพพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกร
2. กำหนดประเด็น: วิเคราะห์ปัญหาและตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์พื้นที่ร่วมกัน
3. ร่วมคิดสร้างสรรค์ ออกแบบแนวทางทดลองและจัดชุดองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับรูปแบบการเรียนรู้ของเกษตรกร
4. ลงมือปฏิบัติจริง ทดลองในแปลงจริง เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และฝึกทักษะร่วมกัน
5. สะท้อนผลและพัฒนา ประเมินผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
พลังของระบบสนับสนุน: เมื่อทุกคนคือส่วนหนึ่งของกระบวนการ
ความสำเร็จของวาวีไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจาก “ระบบสนับสนุนการเรียนรู้” ที่ทุกฝ่ายมีบทบาทร่วมกัน
ความหลากหลายของผู้เรียน
เกษตรกรมีทั้งผู้มีประสบการณ์สูงและผู้เริ่มต้น ความแตกต่างนี้ก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดเทคนิค ขณะที่ผู้เริ่มต้นตั้งคำถามและเติมมุมมองใหม่
บทบาทพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุน
การเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สอน” เป็น “พี่เลี้ยง” ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ปลอดภัย เกษตรกรกล้าลองผิดลองถูก และพัฒนาทักษะได้จริง
แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ทางสังคม ที่มองว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีที่สุดผ่านการมีปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน และเป็นรูปแบบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์ของผู้เรียน
ผลลัพธ์ที่ได้: เมื่อการเรียนรู้เชื่อมโยงการปฏิบัติ
ผลการประเมินตนเองของเกษตรกร (ระดับคะแนนเต็ม 5) ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด
บทสรุปจากวาวี
การพัฒนาเกษตรกรให้เกิดผลจริง ไม่ได้วัดจากปริมาณความรู้ที่ถ่ายทอด แต่ขึ้นอยู่กับ “รูปแบบการเรียนรู้” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ ทดลอง และพัฒนาแนวทางของตนเอง
เมื่อกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง การพัฒนาจะไม่สิ้นสุดเมื่อกิจกรรมจบลง แต่จะขยายต่อผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน
บทเรียนจากวาวีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการปลูกพืช แต่คือบทเรียนของการสร้างระบบเรียนรู้ที่ทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเอง
ขอขอบคุณ
เกษตรกรทั้ง 12 ท่านที่ร่วมเปิดพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และแบ่งปันประสบการณ์อย่างจริงใจ รวมถึงทีมนักวิจัย
พี่เลี้ยง และนักพัฒนาในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี ที่ร่วมกันทำให้บทเรียนนี้เกิดขึ้นได้จริง
ที่มา: สังเคราะห์จากกิจกรรมทดสอบภายใต้โครงการศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้ของเกษตรกรบนพื้นที่สูง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
Food and Agriculture Organization of the United Nations. (n.d.). Farmer field school approach. https://www.fao.org/agriculture/ippm/programme/ffs-approach/en/
สถานีการเรียนรู้เพื่องานส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร. (2566). กระบวนการโรงเรียนเกษตรกร (Farmer Field School). https://k-station.doae.go.th/?p=1398&utm_source=chatgpt.com
เขียนโดย กชพร สุขจิตภิญโญ และ ภราดร นายหว่าง




