การกักเก็บคาร์บอนในดินภายใต้ระบบการปลูกพืชบนพื้นที่สูง
ดิน เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญ โดยคาร์บอนอินทรีย์ในดิน (Soil Organic Carbon: SOC) มีบทบาทต่อการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน การหมุนเวียนธาตุอาหาร การอุ้มน้ำ และการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ การกักเก็บคาร์บอนในดินจึงได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะกลไกสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่สูงซึ่งเป็นแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและมีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างหลากหลาย
จากการศึกษาปริมาณคาร์บอนในดินภายใต้ระบบการปลูกพืชบนพื้นที่สูงจำนวน 7 ระบบ ได้แก่ ระบบการปลูกข้าว ข้าวโพด ผัก ไม้ผล กาแฟ วนเกษตรและสวนหลังบ้าน และมันสำปะหลัง พบว่าระบบการผลิตแต่ละประเภทมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยมีความสัมพันธ์กับชนิดพืช รูปแบบการจัดการพื้นที่ และปริมาณอินทรียวัตถุที่สะสมในดิน

ระบบการปลูกกาแฟ เป็นระบบที่มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงที่สุด โดยมีปริมาณคาร์บอนเฉลี่ยรวมในชั้นดิน 0–30 เซนติเมตร เท่ากับ 13.70 ตันต่อไร่ โดยเฉพาะระบบกาแฟร่มเงาและระบบกาแฟอินทรีย์ที่มีการสะสมเศษซากพืช ใบไม้ และรากพืชในปริมาณสูง ส่งผลให้เกิดการสะสมคาร์บอนในดินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ระบบกาแฟยังมีลักษณะใกล้เคียงกับระบบวนเกษตร เนื่องจากมีการปลูกไม้ยืนต้นร่วมในพื้นที่ ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดการสูญเสียอินทรียวัตถุจากหน้าดิน
ระบบไม้ผลและระบบวนเกษตร/สวนหลังบ้าน มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงรองลงมา โดยมีปริมาณคาร์บอนรวมเฉลี่ย 10.94 และ 10.93 ตันต่อไร่ ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากไม้ผลเป็นพืชยืนต้นที่มีการสะสมชีวมวลทั้งเหนือและใต้ดินในระยะยาว ขณะที่ระบบสวนหลังบ้านและวนเกษตร มีความหลากหลายของชนิดพืช ทำให้เกิดการหมุนเวียนอินทรียวัตถุและการสะสมเศษซากพืชอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถรักษาระดับคาร์บอนในดินได้ดี
สำหรับระบบการปลูกข้าวไร่และข้าวโพด พบว่ามีปริมาณคาร์บอนในดินอยู่ในระดับปานกลาง โดยระบบข้าวไร่มีค่าเฉลี่ยรวม 7.06 ตันต่อไร่และระบบการปลูกข้าวโพดมีค่าเฉลี่ยรวม 6.87 ตันต่อไร่ อย่างไรก็ตาม การจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วร่วมกับข้าวโพด หรือการปลูกถั่วร่วมกับข้าวไร่ สามารถช่วยเพิ่มปริมาณคาร์บอนในดินได้ เนื่องจากพืชตระกูลถั่วช่วยเพิ่มชีวมวลและอินทรียวัตถุให้แก่ดิน รวมทั้งช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพและชีวภาพของดิน
ระบบการปลูกผัก มีปริมาณคาร์บอนเฉลี่ยรวม 8.50 ตันต่อไร่ โดยพบว่าระบบเกษตรอินทรีย์มีปริมาณคาร์บอนในดินสูงกว่าระบบ GAP และระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเพิ่มอินทรียวัตถุ และการลดการใช้สารเคมีที่ช่วยส่งเสริมการสะสมคาร์บอนในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในทางตรงกันข้าม ระบบการปลูกมันสำปะหลัง มีปริมาณคาร์บอนในดินต่ำที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเพียง 6.10 ตันต่อไร่ และในพื้นที่ปลูกต่อเนื่องเป็นเวลานานมากกว่า 10 ปี พบปริมาณคาร์บอนต่ำเพียง 1.71 ตันต่อไร่ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ที่ดินอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุหรือมาตรการอนุรักษ์ดินที่เหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่การเสื่อมโทรมของดินและการสูญเสียคาร์บอนในระยะยาว

บทสรุป
ระบบการผลิตที่มีไม้ยืนต้นหรือมีความหลากหลายของชนิดพืช เช่น กาแฟ ไม้ผล วนเกษตร และสวนหลังบ้าน มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในดินสูงกว่าระบบพืชไร่เชิงเดี่ยวอย่างชัดเจน ขณะที่การจัดการพื้นที่โดยใช้พืชคลุมดิน พืชตระกูลถั่ว และการเพิ่มอินทรียวัตถุ สามารถช่วยเพิ่มการสะสมคาร์บอนในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การส่งเสริมระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการจัดการดินอย่างยั่งยืนจึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในดินบนพื้นที่สูง ควบคู่ไปกับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
เขียนและเรียบเรียงโดย ดารากร อัคฮาดศรี และจุไรรัตน์ ฝอยถาวร
