การปรับปรุงดินบนพื้นที่สูง

ดินเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการเกษตร เนื่องจากดินเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของพืช โดยทั่วไปดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช จะต้องมีธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ขณะเดียวกันก็ต้องมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช ช่วยยึดลำต้นให้แน่น ไม่ให้ล้มเอียง และยังทำหน้าที่เก็บกักน้ำเพื่อการเจริญเติบโตของพืช

การทำการเกษตรติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยขาดการปรับปรุงบำรุงดิน จะส่งผลต่อคุณสมบัติของดินทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทำให้ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะการทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชัน มากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ทำให้เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายหน้าดิน โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบตัดและเผาที่เปิดหน้าดินโล่งรับแรงปะทะกับเม็ดฝนโดยตรง ส่งผลให้หน้าดินถูกชะล้างไปทุกปีทำให้พื้นที่เกษตรเหลือแต่ดินชั้นล่างที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และเป็นดินปนหิน ไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ดังนั้นการทำการเกษตรบนพื้นที่สูงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงดินร่วมกับระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงการวิเคราะห์ดินซึ่งจะนำไปสู่วิธีการหรือแนวทางการปรับปรุงดินที่เหมาะสมต่อไป โดยการปรับปรุงดินแบ่งได้ ดังนี้

1. การปรับปรุงดินทางกายภาพ เป็นการปรับสภาพโครงสร้างของดินให้เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของรากพืช ทำให้มีช่องว่างสำหรับการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศได้ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เพื่อเพิ่มหรือรักษาระดับของอินทรียวัตถุในดินให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ดินเนื้อละเอียดผิวดินแน่นทึบ มีการระบายน้ำไม่ดี ต้องจัดการให้ดินสามารถระบายน้ำได้ดีขึ้น โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินได้ ดินเนื้อหยาบไม่เก็บกักน้ำและธาตุอาหาร ต้องจัดการดินเพื่อให้ดินสามารถเก็บกักน้ำและธาตุอาหารได้ดีขึ้น โดยการเพิ่มอินทรียวัตถุลงไปในดินในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ซึ่งปุ๋ยเหล่านี้จะช่วยทำให้ดินเกาะตัวเป็นก้อน ร่วนซุย เป็นผลทำให้การระเหยของน้ำจากดินช้าและลดน้อยลง ทำให้ดินสามารถดูดซับน้ำและธาตุอาหารได้มากขึ้น เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน

2. การบำรุงดินทางเคมี เป็นการทำให้ดินมีปริมาณธาตุอาหารที่เพียงพอและสมดุล ธาตุอาหารต่างๆ สามารถละลายและเป็นประโยชน์ได้ หรือการจัดการเพื่อลดโอกาสในการสูญเสียธาตุอาหาร ดังนั้น หากดินขาดความอุดมสมบูรณ์สามารถเพิ่มปริมาณธาตุอาหารได้ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ปริมาณปุ๋ยที่ใช้ควรสอดคล้องกันระหว่างปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน ความต้องการธาตุอาหารของพืช และอัตราการสูญเสียปุ๋ยของดิน ดังนั้นจึงควรมีการวิเคราะห์ดินเพื่อคำนวณเป็นคำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ดินมีความเป็นกรด-ด่าง ไม่เหมาะสมต่อชนิดพืช เช่น ถ้าดินเป็นกรด ควรแก้ไขด้วยการใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ เพื่อยกระดับค่าความเป็นกรด-ด่างของดินให้สูงขึ้น ทำให้ธาตุอาหารละลายออกมาง่ายขึ้น ดินมีปัญหาการตรึงธาตุอาหาร หรือธาตุอาหารอยู่ในรูปที่ละลายได้ยาก ควรแก้ไขด้วยการใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ร่วมกับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ในการช่วยการละลายธาตุอาหารให้เป็นประโยชน์สำหรับพืชได้ง่ายขึ้น

3. การปรับปรุงบำรุงดินด้านชีวภาพ โดยการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง หรือสามารถเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช ให้มาอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ การใช้จุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ นอกจากการปรับปรุงดินแล้วการปลูกพืชบนพื้นที่สูงควรจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำร่วมด้วย เพื่อลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืช และการกักเก็บน้ำของดิน แบ่งออกเป็น มาตรการวิธีกล เช่น การทำขั้นบันไดดิน คูรับน้ำขอบเขา การปลูกพืชตามแนวระดับ คันดิน ฝายชะลอน้ำ และมาตรการวิธีพืช เช่น การปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกพืชสลับ ส่งเสริมการปลูกพืชเชิงอนุรักษ์แบบผสมผสาน การปลูกหญ้าแฝกขวางความลาดชัน เป็นต้น

     - การปรับปรุงบำรุงดินด้วยระบบพืชคลุมดิน (Cover cropping) คือ การปลูกหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วคลุมดิน ซึ่งจะช่วยควบคุมการกร่อนของดิน และช่วยปรับปรุงดินได้ เช่น การปลูกถั่วดำ ถั่วนิ้วนางแดง ถั่วลอดและถั่วพร้าคลุมดิน จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในดินได้ และช่วยลดแรงปะทะกับเม็ดฝนโดยตรง

     - การปรับปรุงดินด้วยระบบปลูกพืชเป็นแถบ (Strip cropping) คือการปลูกพืชที่มีระยะปลูกถี่และห่างเป็นแถบสลับขวางความลาดเทของพื้นที่ตามแนวระดับ เช่น การปลูกแถบไม้พุ่มบำรุงดิน (กระถินผสมมะแฮะ) การปลูกแถบพืชตระกูลถั่วเพื่อการอนุรักษ์ในข้าวไร่ สามารถลดการเกิดการชะล้างของดินและช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

     - การปรับปรุงดินด้วยระบบพืชเหลื่อมฤดู (Relay cropping) คือ การปลูกพืชต่อเนื่องคาบเกี่ยวกัน โดยพืชชนิดที่สองจะปลูกในระหว่างแถวของพืชแรกซึ่งอยู่ในช่วงสะสมน้ำหนักของผลผลิตแต่ยังสุกแก่ไม่เต็มที่ ได้แก่ การปลูกข้าวโพดเหลื่อมถั่วนิ้วนางแดง หรือ ข้าวโพดเหลื่อมถั่วดำ

 

 

------------------------------------------------------------

เขียน / เรียบเรียงเรื่อง: นางสาวดารากร อัคฮาดศรี

 



สร้างเมื่อ: 5 มิถุนายน 2562 | เข้าชม 1 ครั้ง



อื่นๆ

  • ผึ้งมีความสำคัญ ในระบบนิเวศทางธรรมชาติเพราะ ผึ้ง เป็นตัวแพร่กระจายเกสรพืช ช่วยทำให้เกิดการผสมพันธุ์ของพืชในป่าและในการเกษตร ความสมดุลของระบบนิเวศและการอยู่รอดของมนุษย์
  • เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน เท่ากับว่าฤดูกาลของเห็ดป่ากำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
  • วิถีของเกษตรกรบ้านห้วยน้ำใส อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่สำหรับหมุนเวียนในการทำเกษตรไม่น้อยกว่า 3-4 แปลงต่อครัวเรือน ซึ่งในแต่ละปีเกษตรกรจะต้องตัดถางและเผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพ (ความต้องการบริโภคข้าวของเกษตรกรต่อ 1 ครัวเรือน ประมาณ 150 ถัง คิดเป็นมูลค่า 15,000 บาท) ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรลดหรือเลิกการทำไร่หมุนเวียน จึงต้องสร้างรายได้ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรก่อน
  • กระเทียม (Garlic; Allium sativum Linn.) เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยโดยปลูกมากในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีอากาศหนาวเย็นเหมาะสมกับการปลูกกระเทียม (ไฉน, 2542) โดยมีพื้นที่ปลูก 70,927 ไร่ หรือร้อยละ 98 ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2561)
  • เป็นคำถามที่ถามกันมาเยอะเลยทีเดียว อย่างนั้นเรามาทำความรู้จักกัญชงหรือที่ในปัจจุบันเรียกกันว่า "เฮมพ์" และกัญชา ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เฮมพ์และกัญชา อยู่ในสกุล (genus) และชนิด (species) เดียวกัน ต่างกันที่ ชนิดย่อย (subspecies) เฮมพ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. ssp. sativa ส่วนกัญชามีชื่อว่า Cannabis sativa L. ssp.indica
  • โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2561 มีพื้นที่ดำเนินงานทั้งหมดจำนวน 33 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด แบ่งพื้นที่ดำเนินงานเป็น 4 กลุ่มดังนี้ พื้นที่กลุ่มที่ 1 ได้แก่ เชียงใหม่, กำแพงเพชร, กาญจนบุรี พื้นที่กลุ่มที่ 2 ได้แก่ เชียงราย พื้นที่กลุ่มที่ 3 ได้แก่ น่าน และพื้นที่กลุ่มที่ 4 ได้แก่ ตาก, แม่ฮ่องสอน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูง 500 เมตร เหนือระดับปานกลางของน้ำทะเล
  • มะเขาควาย หรือชื่อท้องถิ่น มะเขาวัว พืชที่ถือเป็นโอกาสการสร้างเศรษฐกิจชุมชน จากฐานชีวภาพของชุมชนบนพื้นที่สูง เป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นพืชไม้เถาเลื้อยยาว มักเลื้อยพาดตามต้นไม้ใหญ่
  • ชุมชนบ้านวะโดโกร ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ส่งเสริมของโครงการขยายผลโครงการหลวงแม่สอง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ประกอบอาชีพหลักคือ การปลูกข้าวไร่ โดยทุกครัวเรือนจะปลูกข้าวไร่เพื่อใช้บริโภคตลอดปี
  • ฮอร์โมนพืชกลุ่มจิบเบอเรลลิน ฮอร์โมนเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดองุ่นที่ช่อและผลใหญ่โดยเฉพาะองุ่นไม่มีเมล็ด ทำให้ได้องุ่นมีปริมาณและคุณภาพสูง
  • “เป็นองค์กรที่มีการสร้างช่องทางให้ เกิดการถ่ายทอดความรู้ ซึ่งกันและกัน ควบคู่ไปกับการ รับความรู้จากภายนอก” เกิดแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด สู่การพัฒนาและสร้างฐานความรู้ที่เข้มแข็ง

ข้อเสนอแนะ

Your subscrsibe request has been sent!

ข้อมูลการติดต่อ

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
65 ม.1 ถ.สุเทพ ต.สุเทพ
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ 053-328496-8
โทรสาร 053-328494, 053-328229
Fax: +1 800 889 9898
E-mail: info@hrdi.or.th

ผู้ดูแลระบบ